เวลาพูดถึงคุณภาพกาแฟ เรามักโฟกัสที่เมล็ดและเครื่องชง แต่มีตัวแปรหนึ่งที่ส่งผลมากและถูกมองข้ามที่สุด นั่นคือน้ำ เพราะในแก้วกาแฟหนึ่งแก้ว น้ำคือส่วนประกอบกว่า 90 เปอร์เซ็นต์
น้ำส่งผลต่อรสชาติอย่างไร
แร่ธาตุในน้ำทำหน้าที่ดึงสารให้กลิ่นและรสออกมาจากผงกาแฟ น้ำที่มีแร่ธาตุน้อยเกินไปจะให้กาแฟรสบางและแบน ส่วนน้ำที่มีแร่ธาตุมากเกินไปจะทำให้รสทึบ ขมค้าง และกลบความหอมที่ควรจะได้จากเมล็ดคุณภาพดี
นี่คือเหตุผลที่ร้านสองแห่งใช้เมล็ดเดียวกัน เครื่องรุ่นเดียวกัน ตั้งค่าเหมือนกัน แต่รสชาติออกมาไม่เหมือนกันได้
ตะกรันคือศัตรูเงียบของเครื่องชง
เมื่อน้ำที่มีความกระด้างสูงถูกทำให้ร้อนซ้ำ ๆ แร่ธาตุจะตกตะกอนเกาะอยู่ในระบบทำความร้อนและท่อทางเดินน้ำ สิ่งที่ตามมาคือ
- เครื่องใช้เวลานานขึ้นกว่าจะถึงอุณหภูมิที่ต้องการ และกินไฟมากขึ้น
- อุณหภูมิแกว่ง ทำให้คุณภาพแต่ละแก้วไม่สม่ำเสมอ
- แรงดันน้ำลดลงจากทางเดินน้ำที่แคบลง
- ในระยะยาวคือความเสียหายของบอยเลอร์ ซึ่งเป็นการซ่อมที่แพงที่สุดรายการหนึ่ง
ที่ทำให้ตะกรันอันตรายคือมันสะสมอยู่ในจุดที่มองไม่เห็น กว่าจะรู้ตัวก็มักเลยจุดที่ป้องกันได้แล้ว
ไส้กรองน้ำ ลงทุนน้อยแต่คุ้มที่สุด
ระบบกรองน้ำที่เหมาะสมช่วยควบคุมความกระด้างให้อยู่ในช่วงที่เหมาะกับการสกัดกาแฟ และยืดอายุเครื่องได้อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับค่าซ่อมบอยเลอร์หรือค่าเสียโอกาสในวันที่เครื่องหยุด ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มที่สุดในระบบกาแฟ
สิ่งสำคัญคือต้องเปลี่ยนไส้กรองตามปริมาณการใช้งานจริง ไม่ใช่รอจนรสชาติเปลี่ยน ร้านที่ขายวันละหลายร้อยแก้วย่อมต้องเปลี่ยนถี่กว่าสำนักงานที่ใช้วันละไม่กี่สิบแก้ว
เริ่มต้นอย่างไรดี
- ตรวจคุณภาพน้ำที่หน้างานก่อนเลือกระบบกรอง เพราะน้ำแต่ละพื้นที่ต่างกันมาก
- เลือกระบบกรองให้เหมาะกับปริมาณการใช้งาน ไม่ใช่เลือกตามราคาอย่างเดียว
- จดรอบการเปลี่ยนไส้กรองไว้ให้ชัด และมอบหมายผู้รับผิดชอบให้ชัดเจน
- ตรวจตะกรันในระบบตามรอบ ควบคู่กับการล้างเครื่องเชิงลึก
ตอนติดตั้งระบบกาแฟใหม่ Arabigo จะสำรวจหน้างานและออกแบบระบบน้ำให้เหมาะกับการใช้งานจริงตั้งแต่แรก เพื่อไม่ให้ปัญหาเรื่องน้ำกลายเป็นค่าซ่อมในภายหลัง
ทีมผู้เชี่ยวชาญของ Arabigo พร้อมให้คำปรึกษาเรื่องระบบกาแฟสำหรับธุรกิจ ฟรี ไม่มีข้อผูกมัด
โทร 098-262-6642 อีเมล sale@arabigo.co.th LINE @arabigo



