เครื่องชงกาแฟมักไม่พังแบบทันทีทันใด แต่จะส่งสัญญาณเตือนล่วงหน้าเสมอ ถ้าจับสัญญาณได้เร็ว ค่าซ่อมจะถูกกว่ามาก และที่สำคัญกว่าคือธุรกิจไม่ต้องหยุดขายกลางวันทำการ
1. แรงดันไม่คงที่ กาแฟไหลเร็วหรือช้าผิดปกติ
ถ้าตั้งค่าเหมือนเดิม บดเหมือนเดิม แต่เวลาสกัดเปลี่ยนไปจากที่เคย นั่นคือสัญญาณของปั๊มหรือวาล์วที่เริ่มมีปัญหา หลายร้านแก้ด้วยการปรับความละเอียดของการบดไปเรื่อย ๆ ซึ่งเป็นการกลบอาการ ไม่ใช่การแก้ที่ต้นเหตุ
2. น้ำไม่ร้อนพอ หรืออุณหภูมิแกว่ง
กาแฟที่สกัดด้วยน้ำอุณหภูมิต่ำเกินไปจะให้รสเปรี้ยวและบางผิดปกติ ส่วนอุณหภูมิที่แกว่งไปมาทำให้คุณภาพแต่ละแก้วไม่เท่ากัน สาเหตุมักมาจากตะกรันในระบบทำความร้อนหรือเซนเซอร์ที่เริ่มเพี้ยน
3. หัวชงอุดตัน น้ำไหลไม่สม่ำเสมอ
สังเกตจากสายน้ำที่พุ่งออกมาไม่เท่ากันทุกด้าน หรือมีน้ำรั่วซึมรอบด้ามชงขณะสกัด ส่วนใหญ่เกิดจากน้ำมันกาแฟสะสมและซีลยางที่เสื่อมสภาพ ถ้าปล่อยไว้จะลามไปทำให้ชิ้นส่วนอื่นเสียหายตามมา
4. มีเสียงผิดปกติขณะทำงาน
เสียงครางดังกว่าปกติ เสียงสั่น หรือเสียงกระแทกตอนปั๊มทำงาน คืออาการที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะเสียงที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ เพราะมักหมายถึงชิ้นส่วนภายในที่กำลังสึกหรอ
5. ระบบสตีมอ่อนลง ตีฟองนมไม่ขึ้น
ถ้าบาริสต้าต้องใช้เวลานานขึ้นในการตีนมให้ได้เนื้อเดิม แสดงว่าแรงดันไอน้ำเริ่มตก อาจมาจากหัวสตีมที่อุดตันจากคราบนมแห้ง หรือระบบบอยเลอร์ที่ต้องได้รับการตรวจสอบ
ป้องกันไว้ดีกว่าตามแก้
อาการทั้ง 5 ข้อข้างต้นเกือบทั้งหมดชะลอหรือป้องกันได้ด้วยการล้างตามรอบ ดูแลคุณภาพน้ำ และให้ช่างตรวจเช็กเป็นระยะ ต้นทุนการดูแลตามรอบมักถูกกว่าค่าซ่อมฉุกเฉินมาก และไม่มีต้นทุนแฝงจากวันที่ขายกาแฟไม่ได้
สำหรับธุรกิจที่เครื่องหยุดไม่ได้ เช่น โรงแรมและร้านที่ขายต่อเนื่องทั้งวัน การมีแผนดูแลและช่างที่เข้าถึงหน้างานได้เร็ว คือส่วนหนึ่งของระบบ ไม่ใช่ทางเลือกเสริม
ทีมผู้เชี่ยวชาญของ Arabigo พร้อมให้คำปรึกษาเรื่องระบบกาแฟสำหรับธุรกิจ ฟรี ไม่มีข้อผูกมัด
โทร 098-262-6642 อีเมล sale@arabigo.co.th LINE @arabigo



